|
X

Like us on facebook

รีวิวสินค้า  ย้อนกลับ

BackBeat PRO 2

Plantronics BackBeat PRO 2
จัดเป็นหูฟังบลูทูธจาก Plantronics ที่ออกแบบเพื่อการฟังเพลงแบบ จริงจังด้วยหูฟัง ขนาด Fullsize และใส่ Feature ต่างๆมาแบบจัดเต็ม รวมทั้งคุณภาพในการสนทนาที่คมชัดดีเยี่ยมด้วยระบบ Dual microphoneและวันนี้ พร้อมแล้วสำหรับ BackBeat Pro2 รุ่นใหม่ล่าสุดที่พัฒนาคุณภาพและเทคโนโลยีขึ้นอีกระดับด้วย sound signature ของ Plantronics ที่ทางฝ่ายวิจัยได้พัฒนาคุณภาพเสียงให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ Plantronics

 

Open Box

ก่อนที่จะแกะกล่อง ผมแนะนำตรงนี้ก่อนนะครับว่า BackBeat PRO 2 มีออกมาทั้งหมด 2 รุ่น คือ BackBeat PRO 2 และ BackBeat PRO 2 SE (Special Edition) ซึ่งผมจะไม่ได้เน้นไปที่รุ่นใดเป็นพิเศษ แต่จะกล่าวถึงทั้ง 2 รุ่นแบบรวมๆส่วนที่ว่าต่างกันยังไงระหว่าง SE กับ รุ่นปกติรายละเอียดนี้จะแทรกอยู่ในทุกๆหัวข้อถัดไปมาเริ่มกันที่อุปกรณ์ภายในกล่องกันก่อนครับ

 

BackBeat PRO 2  หูฟังบลูทูธสเตอริโอแบบ fullsize กับดีไซน์ใหม่ และพัฒนาคุณภาพดีขึ้นอีกระดับ

 

Travel case  สำหรับเคสใส่หูฟังเพื่อพกพาไปตามที่ต่างๆ ก็เริ่มมีความต่างแล้วนะครับ ถ้าเป็นรุ่น SE จะเป็น Premium hard case ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าค่อนข้างพิเศษสักหน่อยสำหรับรุ่น SE ส่วนของรุ่นที่ไม่ใช่ SE นั้นจะเป็นถุงผ้า Storage sleeve คล้ายๆกับถุงผ้าของ BackBeat SENSE แต่จะต่างกันที่สีของถุงผ้าและจำนวนช่องซิปที่เก็บหูฟัง

 


3.5 mm simple audio cable 
 สายที่ให้มาในรุ่นนี้ใช้สำหรับเชื่อมต่อกับหูฟังผ่านทางช่องแจ็คมาตรฐาน 3.5 mm ใช้สำหรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ใดๆ เช่นมือถือโดยตรงไม่ต้องเปิดบลูทูธที่หูฟังและอุปกรณ์

 

Micro USB charge cable  สาย USB สำหรับชาร์จหูฟังผ่านทางช่อง USB บน PC/Laptop พร้อมกับทำหน้าที่ในการเชื่อมต่อกับตัวหูฟังเพื่ออัพเกรดเฟิร์มแวร์เวอร์ชั่นใหม่ๆให้กับ BackBeat PRO 2

 

Spec & Features

  • สามารถฟังเพลงและสนทนาได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง เก็บประจุไฟไว้ได้นานถึง 6 เดือนเมื่อหูฟังเข้าสู่ DeepSleep mode
  • Bluetooth V4.0 + EDR มาพร้อมระบบเสียงการสื่อสารในยุคดิจิตอลแบบ Widebandให้เสียงสนทนาที่ชัดใสสมจริง
  • Multipoint technology ในรูปแบบ 2H2S โดยที่หูฟังสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้สองเครื่องพร้อมกัน และสลับการเล่นไฟล์เพลงหรือสนทนากับอุปกรณ์เครื่องไหนก็ได้ตามตามต้องการ
  • สตีมมิ่งไฟล์เพลงด้วย A2DP และควบคุมการเล่นเพลงด้วยฟังก์ชั่น AVRCP
  • ด้วยการเข้ารหัสเสียงแบบ Qualcomm® aptX™classic and low latency codec ที่ลดการเกิดดีเลย์ระหว่างเสียงและภาพไม่ตรงกัน เช่น ขณะดูวิดีโอ หรือ เล่นเกมส์ และช่วยให้เสียงเพลงใกล้เคียงกับไฟล์ต้นฉบับมากยิ่งขึ้น
  • ตัดเสียงรบกวนระหว่างการสนทนาด้วยไมโครโฟน 2 ตัว (Dual microphone)
  • Active Noise Cancelling เปิดปิดได้อย่างง่ายดาย เพื่อเสียงเพลงและเสียงสนทนาที่มีความเป็นส่วนตัวยิ่งขึ้น
  • มีระบบการแจ้งเตือนเป็นภาษาพูด (Status alerts) เช่น  remaining talk time, battery level, and more
  • NFC เพื่อการเชื่อมต่ออย่างรวดเร็วระหว่างหูฟังกับอุปกรณ์ต่างๆที่รองรับ NFC โดยไม่ต้องเปิดบลูทูธ (สำหรับรุ่น SE เท่านั้น)
  • ระยะเวลาในการชาร์จหูฟังจาก 0 – 100% อยู่ที่ 3 ชั่วโมง
  • สามารถทำระยะห่างระหว่างหูฟังบลูทูธกับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อได้ไม่เกิน 100 เมตร (bluetooth class 1) สำหรับอุปกรณ์ที่รองรับ bluetooth calss 1 เท่านั้น
  • น้ำหนักรวมของหูฟัง 289 กรัม เท่านั้น

 

Performance
ถ้าดูจากขนาดของกล่องที่ใส่หูฟังก็พอจะเดาได้เลยว่า BackBeat PRO 2 มีน้ำหนักที่เบาขึ้นกว่าเดิมแน่นอน เมื่อเทียบกับรุ่นพี่อย่าง BackBeat PRO แม้ตัวเลขน้ำหนักจะต่างกันแค่  51 กรัม (BackBeat PRO หนัก 340 กรัม) แต่เมื่อลองถือและลองใส่ดู รู้สึกได้เลยว่าเบาขึ้นมาก การปรับระดับความกระชับศีรษะยังทำได้ง่ายเช่นเดิม วัสดุส่วนที่เป็นหนังตรงที่คาดศีรษะและส่วนที่สัมผัสกับใบหู (earcup) ค่อนข้างนุ่มเพราะด้านในใช้วัสดุ memory-foam จึงให้ความนุ่มเวลาสวมใส่ 

Earcup หรือส่วนที่เป็นลำโพงที่สวมลงบนใบหูถูกออกแบบใหม่ให้มีลักษณะเป็นวงรี จากเดิมที่เป็นทรงกลม ทำให้เวลาใส่หูฟังจะครอบไปกับใบหูทั้งสองข้างได้อย่างพอดี มีสัญลักษณ์ L และ R แยกซ้ายขวาอย่างชัดเจน

ปุ่มควบคุมการสนทนาจะอยู่ทางด้านขวา (R) ทั้งปุ่มกดรับ/วางสาย และ ปุ่มปิดเสียงไมค์ (mute) รวมไปถึงตำแหน่งของสวิตช์ on/off, ช่อง micro usb สำหรับเสียบสายชาร์จ และช่องต่อสายหูฟังขนาด 3.5 mm และยังมีสัญลักษณ์ PLT สีเงินติดอยู่ บ่งบอกถึงความเป็นสาวกของ Plantronics ได้อย่างแยบยล

ด้านลำโพงฝั่งซ้าย (L) จะเป็นการควบคุมการใช้งานด้านการฟังเพลง ได้แก่ play/pause, forward/back, และยังมีสวิตช์ควบคุมการเปิดใช้งานฟังก์ชั่น Open-mic และ ANC รวมอยู่ด้วยรวมไปถึงยังเป็นตำแหน่งของจุดการเชื่อมต่อแบบ NFC ด้วยเช่นกัน

ปุ่มควบคุมทั้งหมดที่อยู่บนหูฟัง BackBeat PRO 2 เมื่อเริ่มใช้ไปสักพักจะเริ่มชินกับตำแหน่งของปุ่มต่างๆ และสามารถควบคุมการใช้งานต่างๆได้อย่างง่ายดาย

 

มีความเหมือนและความต่างอยู่ในตัว

อย่างแรกที่สังเกตได้ง่ายเลยคือเรื่องของสี ถ้าเป็นรุ่น BackBeat PRO 2 ตัวหูฟังเป็นสีดำ ส่วนรุ่น BackBeat PRO 2 SE จะเป็นสีเทา  และอีกอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วในหัวข้อ Open Box ก็คือเคสสำหรับพกพาหูฟัง ความแตกต่างข้อสุดท้ายคือ NFC ครับ โดยที่รุ่น BackBeat PRO 2 SE จะมี NFC มาให้ส่วน BackBeat PRO 2 จะไม่มีฟังก์ชั่นนี้ใส่มาให้นะครับ ซึ่ง NFC ดีตรงที่ไม่ต้องมาคอยกดเปิดบลูทูธที่อุปกรณ์เพื่อจะเชื่อมต่อทุกครั้ง แค่นำมือถือหรืออุปกรณ์ทางด้านเสียงที่มี NFC ไปแตะกับหูฟังฝั่งที่มีคำว่า “NFC” แค่นี้มือถือกับหูฟังก็จะเชื่อมต่อกันอย่างง่ายดาย ไม่จำเป็นต้องเปิดโหมด pairing ที่หูฟังและมือถือแต่อย่างใด แต่ก็อีกนั่นแหละครับ สำหรับสาวก Apple อาจพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่จำเป็นสำหรับเค้าแน่นอน คงไม่ต้องอธิบายนะครับว่าเพราะอะไร ^^

หลังจากทราบความแตกต่างของ BackBeat PRO 2  ทั้งสองรุ่นไปแล้ว ขอตัดเข้าการทดสอบการใช้งานทั้งทางด้านสนทนาและการฟังเพลงเลยนะครับ ในส่วนนี้หูฟังทั้งสองรุ่นไม่มีความแตกต่างใดๆทั้งสิ้น ทั้งในเรื่องของการสนทนาและการฟังเพลงผ่านหูฟัง ให้เสียงสนทนาและเสียงเพลงไปในแนวเดียวกันทั้ง 2 รุ่น

 

การสนทนา
ในส่วนของการใช้หูฟัง BackBeat PRO 2 เพื่อการสนทนาแทนการรับสายผ่านมือถือ ด้วยความที่เปิดตัวว่าเป็น Stereo Bluetooth Headset แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณภาพในการใช้หูฟังในการสนทนาจะถูกลดทอนลงไปนะครับ เพราะ Plantronics ได้ใส่ไมโครโฟนเพื่อการตัดเสียงรบกวนขณะคุยมาให้ถึง 2 ตัวด้วยกัน เป็น dual microphone มั่นใจในระดับนึงว่า เจ้าไมค์สองตัวนี้จะทำหน้าที่ของมันได้ดี ซึ่งผลก็เป็นไปตามคาดหวัง จากการทดสอบในชีวิตประจำวันโดยการโดยสารสุดฮิตของคนเมืองอย่าง BTS หรือ MRT ซึ่งก็พอจะเดาได้ว่าในแต่ละขบวนจะมีผู้โดยสารอยู่เยอะยิ่งช่วงเวลาเร่งด่วน เสียงตรงนั้นจะดังมาก ปลายสายที่คุยกับผมก็ยังพอได้ยินเสียงคุยกันรอบๆตัวผมอยู่นะ แต่เสียงของผมจะดังชัดเจนกว่าเสียงนั้น ซึ่งถ้าไม่มี dual microphone ช่วยตัดเสียง เผลอๆ ปลายสายอาจได้ยินเสียงคุยรอบๆตัวผม ดังกว่าเสียงผมเสียอีก

อีกหนึ่งฟังก์ชั่นที่ทดลองแล้วรู้สึกติดใจ คือ ระบบเสียงสนทนาแบบ wideband เพราะเสียงสนทนาที่ผมได้ยินจากปลายสายจะคมชัดมาก ประมาณว่าเหมือนเค้ามาพูดอยู่ข้างๆผมนี่แหละ แต่การจะใช้ระบบเสียง wideband ได้ ระบบเครือข่ายโทรศัพท์ของผู้ใช้จะต้องรองรับ Wideband Technology อยู่ก่อนแล้วนะครับ ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็คงรองรับเทคโนโลยีนี้กันหมดแล้วล่ะ มีข้อแนะนำอยู่อย่างคือ เมื่อเราเปิด wideband ไว้ตลอดเวลา ขณะสนทนาปริมาณของแบตเตอรี่อาจจะลดลงเร็วกว่าการที่ไม่ได้เปิด wideband นะครับ แต่จริงๆไม่ต้องกังวลกับเรื่องนี้มาก เพราะ talk time และ listening time อยู่ที่ 24 ชั่วโมง ใช้ไปเหอะครับ

 

การฟังเพลง
BackBeat PRO 2 ถูกออกแบบมาเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ เพราะจั่วหัวแล้วว่าเป็น หูฟังบลูทูธสำหรับฟังเพลง ย่อมต้องมีความไม่ธรรมดาสำหรับเรื่องเสียงเพลงอย่างแน่นอน ขนาดไดร์เวอร์ของหูฟังจะอยู่ที่ 40mm. เท่ากับรุ่นเดิม ค่า impedance เท่ากับ 32 โอห์ม อยู่ในเกณฑ์ที่อุปกรณ์พกพาอย่างมือถือสามารถขับเสียงออกมาได้ไม่ยาก

เมื่อลองเทียบเสียงกับรุ่นเดิมอย่าง BackBeat PRO รู้ได้เลยว่ามีการปรับจูนมาค่อนข้างลงตัวมากๆ กับรุ่นใหม่นี้ เสียงดนตรีแยกชิ้นได้ดีขึ้น ฟังแล้วได้มิติของเวทีเสียงที่อาจจะไม่กว้างมากแต่ก็ทำออกมาได้ดี เสียงแหลมของเครื่องดนตรีไม่เยอะเกินพอดีและที่ทำได้ดีมากๆสำหรับเรื่องเสียงเพลงเห็นจะเป็นเสียงทุ้ม(bass) เพราะฟังแล้วกลมกลืน ไม่ล้นหรือบวมจะไปกลบเสียงร้องหรือเครื่องดนตรีชิ้นอื่น กระชับมาก เรื่องเสียงร้องยังคงฟังชัดเจนอยู่เช่นเคย สมกับที่เป็น sound signature ของ Plantronics เลยล่ะครับ

ส่วนฟังก์ชั่น Open-mic ยังคงมีความสำคัญและทำหน้าที่ของมันได้ดีอยู่เสมอ เช่นเวลาที่ฟังเพลงแล้วแล้วอยากได้ยินเสียงรอบๆข้าง หรือต้องการได้ยินว่าเพื่อนกำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่ในขณะที่เรายังฟังเพลงโปรดอยู่กับเจ้า BackBeat PRO 2 เพียงแค่ปรับสวิตช์ไปที่ตำแหน่งของ Open-mic เสียงเพลงจะหยุดเล่นทันที ไมค์ทั้งสองตัวจะทำการดึงเสียงรอบๆข้างเราเข้ามาอยู่ที่ลำโพงทั้งสองข้าง และยังสามารถเพิ่มระดับความดังเบาของเสียงรอบข้างได้โดยการปรับ volume ที่หูฟังได้เหมือนกับการเพิ่มลดเสียงเพลงเลยล่ะ

และอีกหนึ่งฟังก์ชั่นที่จำเป็นไม่แพ้ฟังก์ชั่นอื่นๆเลยก็คือ Active Noise Cancelling (ANC) ฟังก์ชั่นนี้สามารถใช้ได้ทั้งฝั่งการสนทนาและฟังเพลงนะครับ ไม่ว่าเราจะฟังเพลงหรือสนทนาอยู่ในที่ๆมีเสียงที่ไม่ใช่เสียงที่เราต้องการได้ยิน หรืออยากให้ได้ยินเสียงรบกวนนั้นน้อยที่สุด ให้เราปรับสวิตช์ไปที่ฟังก์ชั่นนี้ หูฟังจะสร้างคลื่นๆหนึ่งขึ้นมาในลำโพงเพื่อมา บล็อคเสียงที่เราไม่ต้องการออกไป เราก็จะได้ยินแค่เสียงเพลงหรือเสียงของคู่สนทนาปลายทาง แต่จากการใช้งานจริงดูจะใช้ได้ผลกับทางด้านการฟังเพลงซะมากกว่า เพราะลองใช้ตอนสนทนาทางโทรศัพท์ก็ไม่ค่อยมีความต่างเท่าไหร่ระหว่างเปิดกับไม่เปิดใช้ ANCแต่เสียงที่ได้ยินจะแตกต่างทันทีเมื่อเปิดใช้ ANC ในขณะฟังเพลง เสียงภายนอกจะเข้ามาน้อยมาก และที่รู้สึกได้คือเสียงทุ้มหรือเบสจะเพิ่มขึ้นมาอย่างอัตโนมัติ ซึ่งผมมองว่ามันเป็นผลดีสำหรับนักฟังเพลงหลายๆคน โดยเฉพาะผม 555

 

Conclusion
โดยรวมแล้วฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆของ BackBeat PRO 2 ยังมีความคล้ายกับ BackBeat PRO ผู้พี่อยู่บ้าง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปหลายๆอย่าง เช่น คุณภาพของเสียงเพลงที่ทำออกมาได้ดีกว่า การออกแบบและการเลือกใช้วัสดุที่ทำให้น้ำหนักของหูฟังลดลงจนคนที่เคยใช้ BackBeat PRO รุ่นก่อนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า BackBeat PRO 2 นี้ใส่สบายขึ้นกว่ารุ่นเดิมมาก  ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรุ่น BackBeat PRO 2 หรือ BackBeat PRO 2 SE คุณภาพของเสียงสนทนาและเสียงเพลงไม่ต่างกัน อยู่ที่เราว่าจะเลือกใช้แบบไหนให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของเรา ชอบแบบพรีเมี่ยมกับฟังก์ชั่นที่เพิ่มขึ้นมาอย่าง NFC และกระเป๋าพกพาหูฟังที่แข็งแรง ก็เลือก BackBeat PRO 2 SE หรือชอบรุ่นมาตรฐานแต่ใช้งานได้เหมือนกัน ก็มาทางฝั่ง BackBeat PRO 2 ครับ

สำหรับราคาเปิดตัว BackBeat PRO 2 SE อยู่ที่ราคา  9,890.-     BackBeat PRO 2 ราคา 7,890.-

 


  

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Line ID : @s2000

เพิ่มเพื่อน

สนใจสั่งซื้อ หรือข้อมูลอื่นๆของรุ่นนี้

 

วีดีโอ