Voyager 3200 Series


Voyager Family คือกลุ่มของหูฟังบลูทูธระดับโปรจาก Plantronics ที่มีจุดเด่นเรื่องการสนทนา ฟีเจอร์ล้ำๆ และดีไซน์ที่เป็นที่เรียบหรูเป็นเอกลักษณ์เมื่อแรกเห็น   Plantronics ได้ส่ง Voyager 5200 Series มาทำตลาดก่อนหน้านี้แล้ว ถึงเวลาสำหรับ Voyager 3200 Series หูฟังบลูทูธดีไซน์เยี่ยม ที่หากดูแค่ดีไซน์ภายนอกจะคล้ายกับรุ่นพี่ที่ฮิตติดลมบนอย่าง Voyager Edge จริงๆ แต่เชื่อเถอะว่าใครที่ใช้ Voyager Edge อยู่ตอนนี้ ต้องอยากได้เป็นแน่ด้วยสเป็คและฟีเจอร์ ใหม่ และอุปกรณ์เสริมของ Voyager 3200 Series รุ่นนี้




Open box

Voyager 3200 Series ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าหูฟังซีรีส์นี้มีมากกว่า 1 รุ่นแน่นอน คือมีทั้งรุ่น Voyager 3200 ที่มีเฉพาะหูฟังและอุปกรณ์มาตรฐาน และรุ่นที่นำมารีวิวในครั้งนี้คือ Voyager 3240 แบบฟูลออพชั่น ที่มีอุปกรณ์เสริมอย่าง charging case แถมมาให้ด้วย

1.Voyager 3200 หูฟังซีรีส์นี้จะมีด้วยกันทั้งหมด 3 สี คือ Diamond Black(ดำ), Buff White(ขาว) และ Carbon Grey(เทา) สำหรับรุ่น Voyager 3240 ที่มี charging case จะมีสีเดียวคือ Diamond Black(ดำ) โดยจะเป็นสีเดียวกับตัวหูฟัง

2.Charging Case เป็นอุปกรณ์สำหรับพกพาและชาร์จหูฟังในตัว เพิ่มระยะเวลาในการใช้หูฟังได้สูงสุดถึง 16 ชั่วโมง

3.Micro USB Charge Cable สายสำหรับชาร์จ Voyager 3200 และใช้เมื่อเวลาที่เราต้องการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ เพื่อเข้าไปปรับเปลี่ยนค่าการใช้งานต่างๆในแบบที่เราต้องการ รวมไปถึงอัพเดทเฟิร์มแวร์ก็ทำได้ผ่านสายเส้นนี้เช่นกัน

4.Eartips หรือหูเจล มีทั้งหมด 3 ไซส์ S,M, L ถ้าเลือกใช้ให้พอดีกับสรีระของช่องหูผู้ใช้งาน จะเพิ่มความกระชับเวลาใส่หูฟังและยังทำให้ได้ยินเสียงปลายทางที่ชัดเจนขึ้นอีกด้วย

5.Clip-on Earloop เป็นขาเกี่ยวหูฟัง ใช้เพิ่มความกระชับให้กับผู้สวมใส่หูฟัง Voyager 3200

6.Lanyard สายคล้องคอ หูฟังบลูทูธ





Spec & Features

- Bluetooth V4.1 + EDR พร้อมด้วย NFC ที่ทำให้การเชื่อมต่อหูฟังกับอุปกรณ์ต่างๆ ง่ายดายยิ่งขึ้น

- bluetooth class 1 ระยะห่างระหว่างหูฟังบลูทูธกับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อได้ไม่เกิน 30 เมตร สำหรับอุปกรณ์ที่รองรับ bluetooth calss 1 เท่านั้น

- เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้พร้อมกัน 2 เครื่อง ไม่ว่าจะรับสายสนทนามือถือ หรือ streaming วิดีโอผ่านแท็บเล็ต

- สนทนาต่อเนื่อง 6 ชั่วโมง และเพิ่มได้อีก 10 ชั่วโมงด้วยอุปกรณ์เสริมอย่าง charging case, เปิดรอรับสายได้นาน 7 วัน

- SoundGuard Technology  ปกป้องอันตรายจากการได้ยินเสียงที่ดังเกินไป ด้วยลิขสิทธิ์เฉพาะจาก Plantronics

- Triple-mic + noise cancelling ทำให้การสั่งงานด้วยเสียงและการตัดเสียงรบกวนรอบข้างได้แม่นยำยิ่งขึ้น

- Smart Sensor™ technology ทำให้รับสายสนทนาได้อัตโนมัติ หรือไฟล์เพลงหยุดเล่นทันทีเมื่อถอดหูฟัง

- รองรับ A2DP และ AVRCP สามารถฟังเพลงหรือ streaming ไฟล์เสียงต่างๆให้ส่งผ่านมายังหูฟังบลูทูธได้โดยตรง และควบคุมการเล่นเพลงจากหูฟังได้ (play/pause)

- Voice alerts เลือกเสียงแจ้งเตือนสถานะการทำงานของหูฟัง ได้  17 ภาษา รวมถึงภาษาไทย

- สามารถ Upgrade firmware ผ่านมือถือได้ทันที เพื่อเพิ่มความสามารถในการใช้งานหูฟังให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

- เปลี่ยนค่าการใช้งานต่างๆให้หูฟังด้วยแอพพลิเคชั่น  Plantronics HUB  บนมือถือทั้ง iOS และ android

- น้ำหนักของหูฟังเบาเพียง 9 กรัม 




Performance

อย่างที่เกริ่นนำไว้ตอนต้นว่า Voyager 3200 มีลักษณะภายนอกและดีไซน์ที่คล้าย Voyager Edge ซะเหลือเกิน หากดูกันแค่ภายนอกจะไม่เห็นถึงความแตกต่างเลยนอกจากส่วนของพื้นผิวด้านบนของ Voyager 3200 ตรงส่วนที่มีปุ่มรับ/วางสายซ่อนอยู่ จะใช้วัสดุยางขึ้นรูปลายจุดสำหรับรุ่นสีดำและสีเทา ส่วนรุ่นสีขาวนั้นเป็นลายหนังให้สัมผัสที่แตกต่างจากหูฟังทั้งสองสี  ซึ่งถ้าเป็นหูฟังบลูทูธรุ่น Voyager Edge จะใช้วัสดุอีกแบบนึงที่แตกต่างกันออกไป




ตำแหน่งของปุ่มควบคุมการทำงานของหูฟัง Voyager 3200 ยังคงจัดวางไว้ตำแหน่งเดียวกับ Voyager Edge แต่มีบางอย่างที่เปลี่ยนไป คือ ปุ่ม voice commands/mute สำหรับ Voyager Edge ปุ่มนี้จะใช้กด 1 ครั้ง แล้วออกคำสั่งเป็นเสียงพูดที่มีในชุดคำสั่งเสียงของหูฟัง และทำหน้าที่เป็นปุ่มปิดเสียงไมโครโฟนเวลาสนทนา แต่พอมาอยู่ใน Voyager 3200 ปุ่มนี้ยังคงทำหน้าที่เป็นปุ่ม voice commands/mute เช่นเดิม แต่จะใช้งานโดยกดปุ่มนี้ค้างไว้ 2 วินาที จะเป็นการออกคำสั่งให้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่กับ Voyager 3200 เปิดแอพสั่งงานด้วยเสียงที่อยู่บนอุปกรณ์นั้นๆ ขึ้นมา เช่น ถ้าอยู่บน Android ก็จะเปิด Google Now, บน iOS จะเปิด Siri หรือถ้าอยู่บน Windows phone ก็จะเปิดแอพ Cortana ขึ้นมา แล้วให้เราออกคำสั่งเสียงที่เราต้องการผ่านหูฟังเพื่อให้แอพพลิเคชั่นนั้นทำงาน เช่น สั่งให้เปิดแอพปฏิทิน หรือสั่งให้โทรสั่งพิซซ่าร้านโปรด



การสวมใส่หูฟัง Voyager 3200 ยังคงความนุ่มสบายหูแบบ Voyager Edge เช่นเดิม ด้วยน้ำหนักที่เบามาก และการเลือกไซส์ของ eartips ให้เหมาะกับช่องหูของเรา รับรองว่าจะใส่หูฟังได้ทั้งวันแบบไม่ต้องถอดกันเลยทีเดียว


มาพิจารณาที่คุณสมบัติภายในของ Voyager 3200 กันบ้าง Plantronics เพิ่มความสามารถในการใช้งานมาให้แตกต่างจาก Voyager Edge อยู่หลายอย่าง เริ่มกันที่ Bluetooth V4.1 + EDR  ที่ทำให้สัญญาณการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์กับหูฟังบลูทูธมีความเสถียรมากขึ้น รับส่งข้อมูลทางด้านเสียงได้ดีกว่า Bluetooth V4.0 


แน่นอนว่า Voyager 3200 เป็นรุ่นที่ออกตามกันมากับ Voyager 5200 ก็ต้องมีคุณสมบัติบางอย่างที่คล้ายๆกันอยู่ และความสามารถนี้ก็คือ Bluetooth class 1 ที่ทำให้ระยะการเชื่อมต่อระหว่างหูฟังบลูทูธกับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่ด้วยกัน ไปได้ไกลกันมากขึ้น จากเดิม Bluetooth class 2 จะอยู่ที่ระยะไม่เกิน 10 เมตร แต่พอเป็น Bluetooth class 1 สามารถไปได้ไกลถึง 30 เมตร ทดสอบจริงโดยเชื่อมต่อกันระหว่าง iPhone 7 กับ Voyager 3200 โดยวาง iPhone 7 ไว้ตรงโต๊ะทำงานจากนั้นลองรับสายโทรศัพท์หรือเปิดเพลงฟังผ่าน Voyager 3200 แล้วออกเดินไปรอบๆห้องภายในออฟฟิศ 20 เมตรโดยประมาณ โดยที่ไม่มีผนัง กระจก หรือพาร์ทิชั่นสูงๆกั้นไว้  เสียงที่ได้จากการสนทนายังคงมีความชัดเจนอยู่ในระดับที่ดี เสียงเพลงยังชัดเจนปกติ แต่จะพบปัญหาเมื่อเดินข้ามไปอีกห้องที่มีผนังกระจกกั้นไว้ ถึงแม้ระยะจะยังไม่เกิน 30 เมตร แต่เมื่อเจอสิ่งกีดขวางคุณภาพเสียงสนทนาและเสียงเพลงจะดร็อปลงทันที เริ่มมีเสียงซ่าทั้งผู้ใช้งานและคู่สนทนา เสียงเพลงเริ่มกระตุกเป็นช่วงๆ สิ่งนี้ยังคงเป็นข้อจำกัดของอุปกรณ์ไร้สายที่เจอเหมือนกันทุกอุปกรณ์ ลืมบอกไปว่าได้ทดลองกับมือถือที่ใช้  Bluetooth class 2 ด้วยเหมือนกัน ระยะห่างระหว่างหูฟังกับมือถือยังคงไม่เกิน 10 เมตรเหมือนเคย ถึงแม้ Voyager 3200 จะเป็น Bluetooth class 1 แล้วก็ตาม หูฟังบลูทูธจะยึดตามอุปกรณ์ที่ใช้บลูทูธเวอร์ชั่นต่ำสุดเป็นหลัก


ความสามารถในการตัดเสียงรบกวนการสนทนายังคงเป็นจุดแข็งของ Voyager Family ในทุกๆรุ่น รวมถึง Voyager 3200 ด้วยเช่นกัน ที่มี Triple-mic + noise cancelling มาให้เหมือนกับ Voyager Edge เพราะฉะนั้นเชื่อขนมกินได้เลยว่าคุณจะหมดกังวลเรื่องคุณภาพเสียงสนทนาอย่างแน่นอน เพราะด้วยไมโครโฟนทั้ง 3 ตัว ที่ช่วยตัดเสียงรบกวน เสียงลมและเสียงต่างๆที่ไม่ได้เกิดจากการสนทนาของผู้ใช้งานออกไป


อีกหนึ่งไฮไลท์ที่ Plantronics นำมาใช้กับหูฟังบลูทูธเป็นครั้งแรกนั่นคือ SoundGuard Technology เป็นการปกป้องหูจากการได้ยินของผู้ใช้งานให้ได้ยินเสียงที่ไม่ดังเกินกว่า 118 dBA ที่จะเป็นอันตรายอย่างมากต่อการได้ยิน ซึ่งเป็นมาตรฐานทางด้านการได้ยินเสียงของทางฝั่งอเมริกา โดยใช้ซอฟท์แวร์เข้ามาช่วยในการควบคุมปริมาณความดังของเสียงที่เราได้ยินไม่ให้เกิน 118 dBA ปกติแล้ว SoundGuard Technology จะอยู่ในชุดหูฟัง Contact Center ของ Plantronics เท่านั้น แต่คราวนี้ถูกนำมาใช้กับหูฟังบลูทูธเป็นครั้งแรก ถือว่าเป็นการเอาใจใส่สุขภาพหูของผู้ใช้งานได้ดีทีเดียว 


ส่วนฟังก์ชั่นต่างๆที่มีอยู่ใน Voyager 5200 เช่น เปลี่ยนเสียงแจ้งเตือนสถานะการทำงานของหูฟังให้เป็นภาษาไทยได้, Upgrade firmware ของหูฟังผ่านมือถือได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์อีกต่อไป ก็ยังคงมีอยู่ในหูฟัง Voyager 3200 นี้เช่นกัน





Accessories

อุปกรณ์เสริมอย่าง charging case ที่ให้มาในกล่องสำหรับรุ่น Voyager 3240 บอกได้เลยว่าเป็น First impression จริงๆ Plantronics ทำอุปกรณ์เสริมรุ่นนี้ออกมาได้น่าใช้งานมากๆ ดีไซน์ที่ต่างจากชาร์จเคสรุ่นอื่นแบบ All New เลยก็ว่าได้ เป็นแหล่งจ่ายพลังงานภายนอกสำหรับ Voyager 3200 ให้สามารถเพิ่มระยะเวลาการใช้งานหูฟังออกไปได้อีก 10 ชั่วโมง (ประมาณหนึ่งรอบครึ่งของจำนวนชั่วโมงการใช้งานปกติ) ออกแบบให้สามารถชาร์จและพกพาหูฟังได้ในตัว เพราะมีสายหนังที่ล็อคแบบเข็มขัดสำหรับแขวนกับหูกระเป๋าสะพายหรือแขวนกับหูเข็มขัดก็ยังได้ เพิ่มความหรูหราน่าใช้งานให้กับ Voyager 3200 ขึ้นไปอีก




Conclusion

ใครที่ชอบดีไซน์ของหูฟังบลูทูธ Voyager Edge ย่อมต้องหลงรัก Voyager 3200 รุ่นนี้ด้วยอย่างแน่นอน ไม่เพียงแต่รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูเรียบหรู  ความสามารถที่เพิ่มเข้ามาอย่าง SoundGuard Technology, Bluetooth class 1 หรือแม้กระทั่ง การเลือกเสียงแจ้งเตือนเป็นภาษาไทยได้ ก็เป็นอะไรที่ใช้ประโยชน์ได้จริง ระบบเสียงการสนทนาที่มั่นใจได้ในเรื่องความคมชัดที่มีอยู่ใน Voyager Family ทุกรุ่น ประกอบกับอุปกรณ์เสริมอย่าง charging case ที่ออกแบบได้สวยงามไม่แพ้หูฟังเลย ทั้งหมดนี้เมื่อนำมาเป็นข้อพิจารณาในการเลือกซื้อ Bluetooth Headset ดีๆสักตัวไว้ใช้สำหรับสนทนาและเป็นเหมือนเครื่องประดับที่บ่งบอกถึงรสนิยมของผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี ตัดสินใจได้ไม่ยากเลยครับ


นอกจาก Voyager 3200 Series แล้ว Plantronics ยังมีรุ่น Voyager 3200 UC สำหรับใช้ในหน่วยงานองกรที่จะทำงานร่วมกันกับ

Softphone ใน PC,Laptop  สำหรับการสนทนาที่ต้องการคุณภาพเสียงที่มีคุณภาพ  ติดตามใน Review หน้าครับ


จำหน่าย 3 สีด้วยกันในราคา 3,990 บาท

Voyager 3200 - Carbon Grey

Voyager 3200 - Diamond Black

Voyager 3200 - Buff White


Voyager 3240 - Diamond Black + Case ราคา 4,890 บาท


พิเศษสำหรับใครที่ซื้อราคาเต็มสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ Full Price Privilege ขยายระยะเวลาประกันเพิ่มเป็น 2 ปีได้ครับ

http://www.systems2000.co.th/warranty/


Related Products

New

Voyager 3240 - Diamond Black +...

Discreet bluetooth headset system

4,890฿

New

Voyager 3200 - Carbon Grey

Discreet bluetooth headset system

3,990฿

New

Voyager 3200 - Diamond Black

Discreet bluetooth headset system

3,990฿

New

Voyager 3200 - Buff White

Discreet bluetooth headset system

3,990฿